Posted on Leave a comment

สารอาหารไฟโตสเตอรอลในน้ำมันรำข้าวไรซ์เบอรี่

#สารไฟโตสเตอรอล (Phytosterols) คืออะไร เรามาดูกันค่ะ

สารอาหารไฟโตสเตอรอล (Phytosterols) คือ สารพฤกษเคมี ที่คล้ายๆ คอเลสเตอรอลนั่นเอง แต่เป็นสารที่มีประโยชน์

 

ไฟโตสเตอรอล มักจะพบในธัญพืช เช่น ถั่ว น้ำมันพืช (#น้ำมันรำข้าว น้ำมันข้าวโพด น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันมะกอก น้ำมันงา) งา #จมูกข้าว #รำข้าว ไข่แดง ตับ กุ้ง ปู เป็นต้น

เหล่านี้คือ กลุ่มของอาหารที่พบว่ามี สารไฟโตสเตอรอลสูงหรือเรียกว่าเข้มข้นก็ว่าได้

โดยเฉพาะในน้ำมันรำข้าว #น้ำมันจมูกข้าวไรซ์เบอร์รี่นั้น ค่าความข้นนี่เยอะมากสุดในตลาดสินค้าเดียวกัน และกลุ่มของน้ำมันพืชต่างๆ เป็นต้น

ไฟโตสเตอรอล (Phytosterols)
แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ
1.สเตอรอล(Sterol)
2.สตานอล(Stanols)

ซึ่งสารกลุ่มแรกนี้จะมีความใกล้เคียงกับคอเลสเตอรอล ซึ่งขณะที่สารกลุ่มหลัง เป็นชนิดที่มีผลดีต่อสุขภาพหากนำมาบริโภค

ทั้งนี้เพราะ stanol นั้นสามารถลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้

งั้นเรามาดูประโยชน์ของไฟโตสเตอรอล
ต่อค่ะ

หลักประโยชน์คือ ลดคอเลสเตอรอลชนิดเลว(LDL Cholesterol)
ซึ่งก่อให้เกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดได้

นอกจากไฟโตสเตอรอลจะมีประวัติการใช้มาอย่างยาวนานแล้ว ซึ่งจากการทดลองในการใช้งานต่างๆ ยังไม่ปรากฏผลข้างเคียง

จึงมีหน่วยงานด้านความปลอดภัยรับรองความปลอดภัยของไฟโตสเตอรอล แต่อาจจะมีผลต่อการดูดซึมของวิตามินที่ละลายในไขมัน (Vitamin A,D,E,K)

รวมถึงกลุ่มแคโรทีน จึงควรรับประทานอาหารและผลไม้ที่อุดมไปด้วยแคโรทีนและวิตามินที่ละลายในไขมันเพิ่มขึ้นเพื่อเป็นกำลังเสริมเข้าสู่ร่างกายก็จะดียิ่งขึ้นนะคะ

สำหรับกลุ่มผู้ป่วย ที่ต้องรับประทานยาลดไขมันในเลือดนั้นควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มรับประทานไฟโตสเตอรอลนะคะ และอย่าลืมควบคุมน้ำหนักและออกกำลังกายเพื่อให้การควบคุมระดับไขมันในเลือดได้ดียิ่งขึ้นคะ

เพราะการนำสารไฟโตสเตอรอลเข้าสู่ร่างกาย ต้องบอกว่ามีผลกับสุขภาพของแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน

เพราะร่างกายคนเรานั้นมีระบบที่ดูดซึมอาหารเสริมหรือสารอาหารแตกต่างกันออกไป

แต่สำหรับท่านที่ต้องการลดคอเลสเตอรอลภายในร่างกาย ขอบอกเลยว่าไฟโตสเตอรอลช่วยคุณได้

เพราะสารไฟโตสเตอรอลเป็นสารที่สามารถค้นพบได้มากในพืชต่างๆ เช่น รำข้าว จมูกข้าว ไข่แดง

สั่งซื้อสินค้า
ทักinbox
m.me/riceberryoil.patty

Posted on Leave a comment

Stroke 1 ในโรค NCDs ภัยเงียบมาไม่ทันตั้งตัว

น้ำมันรำข้าวไรซ์เบอรี่ สกัดภายใน 24 ชั่วโมง ทำไมต้อง 24 ชั่วโมง

(จากการศึกษาวิจัยค้นคว้าพบว่า สาร Gamma Oryzanol ในรำข้าวและจมูกข้าวนั้น จะสลายตัวไปจากการขัดสีข้าวแล้วเกิน 24 ชั่วโมง ดังนั้นจึงต้องใช้รำข้าวสดที่เก็บไว้ไม่เกิน 24 ชั่วโมง)

อีกทั้งน้ำมันรำข้าวไรซ์เบอรี่ยังมันสร้างความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์จึงเป็นที่ยอมรับและส่งออกไปประเทศญี่ปุ่น

จึงมั่นใจได้ว่าปราศจากสารตกค้าง ผลิตภัณฑ์คุณภาพมาตรฐาน ระดับ World Class ได้การรับรองมาตรฐานการผลิต GMP มาตรฐานระบบการผลิตอาหารปลอดภัย และ HACCP รวมถึงมาตรฐานอาหารฮาลาล (HALAL)

ขึ้นทะเบียนรับรองจากองค์การอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข (อย.) เลขที่11-1-10249-1-0365

แพทจึงลองไปศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ของน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวไรซ์เบอรี่

พบว่าภาวะอุดตันของไขมันในเส้นเลือด หากเกิดขึ้น ในสมองก่อให้เกิดโรคอัมพฤกษ์ หากหลอดเลือดในร่างกายไหลเวียนไม่ดี ส่งผ่านออกซิเจนได้น้อยลง เปรียบเสมือนร่างกายเรานั้นขาดอากาศหายใจ

จึงทำให้เกิดความเสื่อมของอวัยวะทั้งระบบ เช่น ตับ ไต หัวใจ สมอง ฯลฯ

ซึ่งทางการแพทย์ยังไม่พบตัวยาที่สามารถสลายไขมันอุดตันได้

หากแต่มีงานวิจัยจาก4 สถาบันระดับประเทศ พบสาร Gamma-Oryanol ในรำข้าว และจมูกข้าว ซึ่งช่วยลดภาวะตีบตันลงได้

ทำให้หลอดเลือดขยายกว้างขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัดภาวะไหลเวียนเลือดดี อวัยวะร่างกายทั้งระบบกลับฟื้นตัวทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย

และในอดีตเราพบว่าคนไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและมะเร็งต่ำมาก

ทำให้ชาวตะวันตกเขาจึงศึกษาวิจัยและค้นคว้าจนพบสาร Gamma-Oryanol ในรำข้าว และจมูกข้าว ซึ่งมีประโยชน์มหาศาลในการบำบัดภาวะการเสื่อมของหลอดเลือดและโรคต่างๆ ในปัจจุบันเรียกว่าโรคNCDs

จากงานวิจัย สาร Gamma-Oryanol จะสลายตัวไปหากผ่านการขัดสีเกิน 24ชั่วโมง

โดยที่เราทราบว่าน้ำมันรําข้าวไรซ์เบอรี่ คัดสรรรำข้าวสดที่เก็บไว้ไม่เกิน 24ชั่วโมงเท่านั้น และข้าวที่นำมาผลิตก็คือ ข้าวไรซ์เบอรี่ของไทยนั่นเอง

ทั้งนี้สารอาหารในน้ำมันรำข้าวและจมูกข้ว ยังพบสารอาหารเพิ่มเติมในข้าวอีกหลายชนิด ทั้งยังช่วยให้การเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ต่อต้านโรคภัยไข้เจ็บได้

1. มีสาร Gamma-Orzanol ช่วยลดระดับไขมันคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด

2. ลดไขมันที่สะสมอยู่ในส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดีขึ้น ทำให้ไม่อ้วน

3. ลดความดันโลหิตและลดระดับน้ำตาลในเส้นเลือด ยับยั้งโรคเบาหวานได้ผลดี

4. กรดไขมันไลโนลินิค (Linolenic acid) หรือโอเมก้า 3,6,9 บำรุงสมอง ป้องกันภาวะเสื่อมของสมอง อันเป็นสาเหตุของโรคความจำเสื่อม โรคอัลไซเมอร์ โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต

5. กรดไขมันไลโนเลอิค (Linoleic acid) หรือโอเมก้า 6ช่วยให้ผิวหนังสดใสมีน้ำมีนวล และช่วยระบบสืบพันธุ์ให้ทำงานเป็นปกติ ทำให้ประจำเดือนมาปกติ

6. ช่วยในเรื่องการบำบัดอาการผิดปกติของชาย-หญิง วัยเจริญพันธุ์ ให้ผลดีในการรักษาผู้มีบุตรยาก และสตรีวัยทอง

7. มีวิตามินอีในรูปของโทโคเฟอรอล (Tocopherol) และโทโคไทรอี-นอล (Tocotrienol) ซึ่งจะช่วยยับยั้งการเกิดอนุมูลอิสระ ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ สำหรับโรคภูมิแพ้จะบำบัดได้ผลดีมาก

8. สารเซราไมด์ (Ceramide) ช่วยบำรุงผิวพรรณให้นุ่มนวลอ่อนเยาว์ ลบเลือนริ้วรอยเหี่ยวย่น ด่างดำ ฝ้าและกระ ค่อยๆจางลง

9. ลดภาวะท้องผูก ช่วยลดภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคริดสีดวงทวารและมะเร็งลำไส้ใหญ่

10. มีสารเมลาโทนิน (Melatonin) ช่วยให้นอนหลับสบาย ช่วยลดอาการเครียด

11. สารอาหารต่าง ๆ

– วิตามินเอ ( บำรุงสายตา ) , บีรวม ( บำรุงเส้นประสาท รักษาปากเปื่อย ปากนกกระจอก ร้อนใน) , เบต้าแคโรทีน ( บำรุงสายตาและสมอง ช่วยให้การทำงานของระบบประสาทดีขึ้น) , สารไฟโตสเตอรอล (ลดคอเรสเตอรอลและไตรกรีเซอไรด์ ลดอาการอักเสบ ลดอาการบวม และช่วยสลายลิ่มเลือด ในผู้ที่ป่วยเป็นไขข้ออักเสบ เก๊าท์ จะช่วยได้มาก) , แคลเซียม ( บำรุงกระดูก ) , เหล็ก ( บำรุงเลือด ) , เซเลเนียม (สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย โดยเฉพาะผู้ติดเชื้อ HIV สารตัวนี้จะช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้เป็นอย่างดี)

วิธีรับประทาน

– ป้องกัน, ฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย และช่วยให้ร่างกายแข็งแรง บำรุงผิวพรรณ รับประทาน 2-4 แคปซูล/วัน

– เจ็บป่วย เนื้องอก มะเร็ง (Tumor, Cancer): 6แคปซูล/วัน

คำเตือน

1.น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวไรซ์เบอรี่ เป็นอาหารเสริม ไม่ใช่ยาไม่มีฤทธิ์ในการรักษาโรคใดๆทั้งสิ้น ไร้สารเคมี

2.ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละบุคคลและผลลัพธ์ดังกล่าวอาจไม่เกิดขึ้นกับแต่ละบุคคล

สั่งซื้อทัก
m.me/riceberryoil.patty
T.099-0564294

Posted on Leave a comment

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับน้ำมันรำข้าวไรซ์เบอร์รี่

Riceberry rice Thailand’s antioxidant-packed nutraceutical and super food!

It first entered the Thai market over ten years ago, and today Riceberry rice is known amongst consumers for its distinctive appearance, nutritional value and numerous health benefits. Developed at Kasetsart University’s Rice Science Centre in Thailand with the help of Apichart Vanavichit’s research team, consumption of the whole grain promises a sustainable solution to several non-communicable diseases, namely food related chronic diseases. Its rich purple pigment, like most super foods, is associated with the abundance of phytochemicals, in this case over 80 antioxidant compounds. 

Whole grain Riceberry rice entered the Thai rice market over ten years ago and is well known for its distinctive appearance, nutritional value and numerous health benefits. Very popular among vegetarian, vegan, and health-conscious consumers, it is positioned as an organic food and has excelled in premium markets, gaining a high price. An ideal source of complex carbohydrates, dietary fibre, vitamins, minerals and antioxidants, Professor Apichart Vanavichit and his research team at the Rice Science Center, Kasetsart University show that the wholegrain offers many additional health benefits.

Download Here 

Posted on Leave a comment

ภัยเงียบซ่อนในความอร่อย

ทุกคนคงไม่มีใครปฏิเสธไม่รู้จักอาหารฟาดฟู้ดส์ สุดความอร่อย สะดวกง่าย แต่รู้หรือไม่ว่าบางอย่างที่เราได้นำเข้าสู่ร่างกายเรานั้น หนึ่งในความอร่อยแต่ซ่อนภัยร้ายนั่นคือ “ไขมันทรานส์” วันนี้เรามาทำความรู้จักกันค่ะ

ไขมันทรานส์ มีส่วนประกอบหลักนั้นก็คือ กรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีส่วนประกอบจำพวกทรานส์ (trans) แหล่งของไขมันประเภทนี้ คือ สามารถพบได้ในปริมาณน้อยตามธรรมชาติในผลิตภัณฑ์จากสัตว์ อาทิเช่น เนื้อสัตว์และนมสัตว์จะผลิตไขมันทรานส์ในกระเพาะอาหารและก็ลำไส้ นอกจากนั้นไขมันทรานส์ยังได้จากการสังเคราะห์ระหว่างกรรมวิธีการผลิตอาหาร

โดยมีสาเหตุจากกรรมวิธีเติมไฮโดรเจน (hydrogenation) เข้าไปในน้ำมันพืชทำให้น้ำมันพืชแข็งตัวมากยิ่งขึ้น PHOs ใช้โดยผู้ผลิตอาหารเพื่อยืดอายุอาหาร แล้วก็เพิ่มความคงตัวของรสชาติ และ PHOs ยังมีราคาถูก ด้วยเหตุนี้จึงมีอาหารหลากหลายประเภทใช้ PHOs (ไขมันทรานส์) เป็นองค์ประกอบเช่น เนยขาว (shortenings) มาการีน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาการีนที่แข็งมากขึ้น) คุกกี้ ของว่าง (snack foods) อาหารทอด และขนมอบ

ไขมันทรานส์เสมือนไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลทำให้ระดับ LDL สูงมากขึ้นในเลือดทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ แต่ว่าไขมันทรานส์เพิ่มความร้ายกาจเป็นสองเท่าเพราะว่ายังลดระดับ HDL (คอเลสเตอรอลประเภทดีต่อร่างกาย) ในเลือดอีกด้วย

ทำให้เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจมากขึ้น ไขมันที่ดีต่อร่างกายหัวใจนอกจากไขมันไม่อิ่มตัว อาทิเช่น ไขมันโอเมก้า 3 (omega-3 fat) ซึ่งมีส่วนประกอบหลักเป็นกรดไขมันโอเมก้า 3 ไขมันชนิดนี้สามารถช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด สามารถพบไขมันประเภทนี้ได้ในปลา (แซลมอน แมกเคอเรล แฮร์ริ่ง ซาร์ดีน ทูน่าประเภทครีบยาว(albacore tuna) แล้วก็เรนโบว์เทราต์) เต้าหู้และผลิตภัณฑ์ถั่วเหลือง วอลนัท flaxseed และน้ำมัน flaxseed น้ำมันคาโนลา น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ 

ดังนั้นพวกเราจำเป็นต้องเลือกรับประทานอาหารที่มีระดับไขมันอิ่มตัว ไขมันทรานส์ และคอเลสเตอรอลต่ำเพื่อรักษาสุขภาพหัวใจ อย่าลืมว่าโรคหัวใจเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในคนทั่วทั้งโลกเหมือนกับคนดังของไทยหลายๆคน ที่ต้องเสียชีวิตด้วยโรคดังกล่าว เพราะโรคหัวใจนั้น เมื่อเป็นแล้วจะมีพันธมิตรมากมายมาพร้อมๆกันค่ะ

Posted on Leave a comment

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ อาการ และการป้องกัน

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
เป็นอีกหนึ่งโรคที่มีความรุนแรง และสามารถทำให้เสียชีวิตได้ โดยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นโรคที่ทำให้เสียชีวิตมากเป็นอันดับสองรองลงมาจากโรคมะเร็ง

หากรู้ตัวว่าเป็นแล้วต้องมีการดูแลตนเองเป็นอย่างดี เพื่อยืดอายุของคนไข้ให้ยาวนานขึ้น ด้วยการปรับพฤติกรรมและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

หากกระทำได้อย่างเหมาะสมก็จะสามารถต่อเวลาชีวิตออกไปได้

👉อาการของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

เจ็บแน่นหน้าอก
เหนื่อยง่ายขณะออกแรง
หัวใจล้มเหลวเฉียบพลันและเรื้อรัง
ความดันโลหิตต่ำเฉียบพลัน
หมดสติหรือหัวใจหยุดเต้น

👉ปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
👉ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้
👉อายุที่มากขึ้นมีโอกาสเป็นเพิ่มขึ้น
👉เพศชายเป็นได้มากกว่า😱เพศหญิง

👉👉หากในวัยหมดประจำเดือนเพศหญิงมีโอกาสเป็นเท่ากับเพศชาย
👉ประวัติครอบครัว
👉ปัจจัยที่ควบคุมได้
👉สูบบุหรี่
👉ไขมันในเลือดสูง
👉ความดันโลหิตสูง
👉👉ไม่ออกกำลังกาย
👉น้ำหนักมากหรืออ้วน
👉โรคเบาหวาน

กินอาหารไม่มีประโยชน์
ความเครียด

👉👉ผลกระทบหลอดเลือดหัวใจตีบ

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เป็นโรคที่มีอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะถ้าหากปล่อยทิ้งไว้หรือรู้ตัวช้า ทำให้ไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมตามเวลา

เมื่ออายุมากขึ้นหรือมีปัจจัยเสี่ยง ไขมันจะเริ่มเกาะที่ผนังหลอดเลือดด้านใน ทำให้หลอดเลือดตีบหรือแคบลง ส่งผลต่อเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ

หากปล่อยทิ้งไว้อาจเกิดการปริแตกของหลอดเลือด เกล็ดเลือดหลุดเข้าไปอุดตันทางเดินของหลอดเลือด และเมื่อมีการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจเกินร้อยละ 50 คนไข้จะเริ่มมีอาการแสดง

👏👏💊การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

หากหลอดเลือดตีบตันเพียงบางส่วน รักษาด้วยยา💊

หากหลอดเลือดตันมาก รักษาด้วยการทำบอลลูนหัวใจ💖

หากไม่สามารถทำบอลลูนหัวใจได้ รักษาด้วยการผ่าตัดทำบายพาสหัวใจ

💪การดูแลตนเองในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

💪หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยเสี่ยง (ควบคุมอาหาร ลดหวาน มัน เค็ม ลดน้ำหนักตัว)

💪กินยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด พบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง

💪กินผัก ผลไม้ และดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2-3 ลิตร

💪กินอาหารแต่พออิ่ม หลังกินเสร็จพัก 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง เพราะหลังกินอาหารเลือดจะไปเลี้ยงที่ท้อง หากไม่พักจะทำให้เจ็บหน้าอก

💪💪ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หลังการรักษาแพทย์จะให้คนไข้ฝึกเดิน จากนั้นควรเพิ่มระยะเวลาทีละน้อย

👉ทำจิตใจให้สงบ หาโอกาสพักผ่อน ลดความเครียด

🚭ไม่สูบบุหรี่

🚻การดูแลตนเองเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

🎂หลีกเลี่ยงอาหารหวาน อาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัว และอาหารเค็มจัด

🌾กินอาหารที่มีไขมันน้อย

ออกกำลังกายเป็นประจำ

หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่

🙀นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด

🙅ควบคุมน้ำหนัก

🔍ตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

cr: ข้อมูลดีๆจาก รพ.รามาธิบดีมหาวิทยาลัยมหิดล

Posted on Leave a comment

การเสวนาเชิงปฎิบัติการ “ตะวันอ้อมข้าว”

สมาคมการตลาดเกษตรและอาหารแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค พร้อมด้วยศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กำแพงแสน และบริษัทไรซ์เบอร์รี่วิสาหกิจเพื่อสังคม ร่วมกันเปิดนิทรรศการศิลปะภาพ และการเสวนาเชิงปฎิบัติการ “ตะวันอ้อมข้าว”

www.Thainewsvision.com
ข่าว-ภาพ พาฝัน ปิ่นทอง

   

สมาคมการตลาดเกษตรและอาหารแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค Agricultural and Food Marketing Association for Asia and the Pacific – AFMA หน่วยงานของ FAO ภายใต้สหประชาติ- UN ร่วมกับ ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กำแพงแสน และบริษัทไรซ์เบอร์รี่วิสาหกิจเพื่อสังคม ร่วมกันเปิดนิทรรศการภาพศิลปะ “ตะวันอ้อมข้าว” โดยได้รับเกียรติจากร้อยเอก หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล มาเป็นประธานเปิดงานพร้อมร่วมฟังเสวนาจาก อาจารย์ธีรภาพ โลหิตกุล ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ด้านสารคดี ร่วมกับ ศ.ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรกำแพงแสน

ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรกำแพงแสน กล่าวว่า ข้าวมีความผูกพันกับคนไทยและแผ่นดินไทยมานานทุกชั่วอายุคนเป็นอาหารหลักหล่อเลี้ยงทุกชีวิตชาวไทย และยังหล่อเลี้ยงชีวิตประชากร เกิดวัฒนธรรมข้าวมากกว่าครึ่งของชีวิตบนโลก ข้าวมีความสำคัญทั้งด้านคุณค่าโภชนาการเพื่อยุติความอดอยากของประชากรโลกตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนและยังมีความสำคัญด้านสังคมผ่านวัฒนธรรมข้าวของชาติลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีข้าวปลาเป็นเครื่องบ่งชี้ความอุดมสมบูรณ์ ดังคำกล่าวว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ข้าวปลาอาหารและข้าวใหม่ปลามันมีคำเรียกเวลาตะวันอ้อมข้าวเมื่อข้าวในนาตั้งท้องว่าแม้แต่ตะวันก็ยังให้ความเคารพต่อข้าวโดยอ้อมผ่านข้าวที่กำลังตั้งท้องและการทำขวัญข้าวของชาวนาในหลายภูมิภาค ข้าวยังมีคุณค่าต่อสิ่งแวดล้อม เพราะการทำนาในอดีต จะเอื้อต่อทุกชีวิตบนผืนนาทั้งกุ้งหอยปูปลานกแมลงสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับแผ่นดินที่มีต้นข้าว หล่อเลี้ยงชีวิตชาวนา และทุกชีวิตที่ให้คุณค่าต่อเมล็ดข้าว”

คุณพฤทธิ์ แพทย์ศรีวงษ์ ผู้จัดการฝ่ายภาพลักษณ์องค์กร บ.ไรซ์เบอร์รี่วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับนิทรรศการศิลปะภาพและการเสวนาเชิงปฎิบัติการ ตะวันอ้อมข้าว เป็นการนำเสนอคุณค่าข้าวและชีวิตชาวนาผู้สร้างอาหารเพื่อเลี้ยงประชากรโลกตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ข้อ 2 ยุติความหิวโหย ข้อ 12 การผลิตและบริโภคอย่างยั่งยืน และข้อ15สรรพชีวิตบนโลกผ่านภาพถ่ายจากช่างภาพชื่อดังที่ได้นำเสนอวิถีชีวิตชาวนาในรูปแบบต่างๆที่มีส่วนสร้างความตระหนักรู้การมีส่วนร่วมให้กับทุกภาคส่วนของการสร้างความยั่งยืนให้กับชาวนาผู้ผลิตข้าวผู้ที่มีส่วนสำคัญในการหล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์บนโลกใบนี้ให้ชีวิตและยั่งยืนสืบไป นิทรรศการศิลปะภาพ และการเสวนาเชิงปฎิบัติการ ตะวันอ้อมข้าว จัดแสดงผลงาน ณ Chan & Yupa Tearoom เลขที่ 12 ซอยสุขุมวิท 10 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2562 วันที่ 20 ธันวาคม 2562 เวลา10.00น – 17.00น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร 095- 714-7819 ผู้สนใจเข้าร่วมงานได้ฟรี.

Posted on 1 Comment

Ricebran&germoil สวยใส สองพันปี ฉบับพี่เหล็ก

“เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ได้เจอกับป้ายโฆษณาผลิตภัณฑ์ตัวหนึ่ง ระบุข้อความว่า “สวยใส สองพันปี RICE BRAN & GERM OIL ที่สุดแห่งปี จาก 4 สถาบัน” ด้วยความสนใจจึงลองเข้าไปดู จึงทราบว่าผลิตภัณฑ์นั้น คือ “น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวไรซ์เบอร์รี่” ด้วยความที่ไม่ค่อยเห็นผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปมาจากข้าวไรซ์เบอร์รี่มากนัก จึงเข้าไปพูดคุยกับเจ้าของร้านเสียหน่อย

คุณเหล็ก – ญานทัศน์ แสงปาก วัย 39 ปี เจ้าของบริษัท ไรซ์เบอร์รี่ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด และ เจ้าของผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวไรซ์เบอร์รี่ ได้เล่าให้ฟังว่า เขาเรียนจบคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา จากมหาวิทยาลัยมหิดล จบมาก็ทำธุรกิจก่อสร้างได้สักพัก วันหนึ่งมีโอกาสทำ MOU ร่วมกับศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว ของ ม.เกษตร วิทยาเขตกำแพงแสน

เห็นว่า ข้าวไรซ์เบอร์รี่ มีประโยชน์หลากหลาย ในปัจจุบันคนไม่ค่อยอยากทานข้าว ที่เป็นข้าวจริงๆ กันสักเท่าใดนัก อาจเป็นเพราะไม่ค่อยมีเวลา หรือมีความหลากหลายในการทานมากขึ้น คุณเหล็กอยากเห็นคนทั่วโลกมีสุขภาพที่ดี อีกทั้งตนเป็นลูกชาวนาแท้ๆ ใฝ่ฝันอยากจะเห็นคุณภาพชีวิตของชาวนาดีขึ้น และเพิ่มขีดความสามารถให้กับชาวนา พร้อมทั้งสร้างคุณค่าเพื่อเพิ่มมูลค่าให้พืชผลทางการเกษตร จึงทำการคิดและนำข้าวไรซ์เบอร์รี่มาแปรรูป

โดยข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่นำมาแปรรูป จะผ่านกระบวนการตรวจ DNA ข้าวเสียก่อน ว่าเป็นข้าวไรซ์เบอร์รี่แท้หรือไม่ จากนั้นผ่านการตรวจหาสารเคมีแปลกปลอม อย่าง สารหนู อีกครั้ง แล้วจึงค่อยนำมาทำการแปรรูป

ผลิตภัณฑ์แรก ที่คุณเหล็กแปรรูปออกมาจากข้าวไรซ์เบอร์รี่ คือ “น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวไรซ์เบอร์รี่” เป็นการสกัดเอาสารอาหารที่จำเป็น มาทำให้อยู่ในรูปแบบแคปซูลทรงกลมสีม่วงเข้ม เป็นการลดระยะเวลาการทานข้าว แต่ได้คุณประโยชน์และสารอาหารเสมือนทานข้าวที่ไม่ผ่านการแปรรูป

ผลิตภัณฑ์ตัวที่สอง คือ “น้ำไรซ์เบอร์รี่” เครื่องดื่มรสชาติกลมกล่อม เป็นการแปรรูปข้าวไรซ์เบอร์รี่ให้อยู่ในรูปแบบของของเหลว โดยต้มข้าวผสมกับน้ำผึ้งเดือน 5 และมะนาว ทำให้กลิ่นหอม ทานง่าย สร้างความสดชื่นให้ร่างกาย อีกทั้งยังมีวิตามินซี ช่วยบำรุงผิว และไม่มีการใส่วัตถุกันเสียลงไปในเครื่องดื่ม

ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนรักสุขภาพ แต่คุณเหล็กบอกว่า เป้าหมายที่แท้จริงเป็นกลุ่มคนทุกเพศทุกวัยมากกว่า เพราะอยาก “ส่งมอบความมีสุขภาพดี” ให้กับทุกคน ซึ่งเป็นสโลแกนของแบรนด์ไรซ์เบอร์รี่

กำลังการผลิต ทั้งน้ำมันรำข้าวฯและน้ำไรซ์เบอร์รี่ ไม่แน่นอน เพราะเพิ่งเริ่มขายจริงจังเมื่อปี 2561 ที่ผ่านมา ทำให้แบรนด์ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก รายได้ในแต่ละเดือนยังไม่แน่นอน แต่ถือว่าพออยู่ได้ เพราะมีออร์เดอร์สั่งเข้ามาเรื่อยๆ

 

“ผมเองมีความรู้เรื่องข้าวไรซ์เบอร์รี่และการปลูกข้าว เพราะพ่อแม่ก็เป็นชาวนา ก็ใฝ่ฝันว่าอยากให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถให้เกษตรกร เพื่อสร้างคุณค่าเพื่อเพิ่มมูลค่า ก็ลงไปทำเองทุกอย่าง ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ มีลงไปให้ความรู้เรื่องข้าวไรซ์เบอร์รี่กับชาวนา สอนให้ปลูกแบบออร์แกนิก พอเขาปลูกได้ตามเกณฑ์ที่ต้องการ ก็รับซื้อนำมาตรวจสอบหาสารแปลกปลอม แล้วค่อยแปรรูปเป็นน้ำมันรำข้าวฯ และน้ำไรซ์เบอร์รี่ ผมทำการตลาดเอง ขายเองมาได้ 4 ปีแล้ว ผลิตภัณฑ์ทุกตัวใช้เวลาค้นคว้าวิจัยและพัฒนา อย่างน้อย 1 ปี คนที่ซื้อผลิตภัณฑ์ไปจากผม สามารถมั่นใจได้เลยว่า คุณได้สินค้าที่ปลอดภัยและมีประโยชน์จริงๆ เงินที่ได้จากการขาย ก็นำไปเป็นทุนในการวิจัยพันธุ์ข้าว เพื่อมาต่อยอดผลิตภัณฑ์อีกทีหนึ่งด้วย”

คุณเหล็ก กล่าว

ในอนาคตวางแผนจะตีตลาดสุขภาพทั้งไทยและต่างประเทศ โดยส่งขายที่ประเทศเกาหลีใต้ จีน และอเมริกา เป็นลำดับแรก รวมทั้งนำข้าวไรซ์เบอร์รี่มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น นำมาสกัดเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง เช่น ซีรั่ม หรือ ลิปสติก เป็นส่วนผสมในการทำเบเกอรี่เพื่อสุขภาพ หรือทำเป็น คัพไรซ์ ข้าวไรซ์เบอร์รี่หุงสุกพร้อมทาน เป็นต้น

น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ ขายในราคา 890 บาท สามารถเก็บได้นาน 2 ปี และน้ำไรซ์เบอร์รี่ ขายขวดละ 45 บาท เก็บได้นาน 1 เดือน หากสนใจ สามารถสอบถามเพิ่มเติม หรือสั่งซื้อได้ที่ เฟซบุ๊ก น้ำมันรำข้าวเเละจมูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ หรือ ที่มา: มติชน เส้นทางเศรษฐี ออนไลน์  www.sentangsedtee.com